วันศุกร์ที่ 20 เมษายน พ.ศ. 2555

ปราสาทหินพนมรุ้ง

ปราสาทหินพนมรุ้ง



จังหวัดบุรีรัมย์นั้นมีแหล่งท่องเที่ยวที่เป็นปราสาทหินมากมาย ปราสาทหินหนึ่งที่ขึ้นชื่อที่สุดคงจะเป็นที่อื่นไม่ได้นอกจาก “ปราสาทหินพนมรุ้ง” ปราสาทหินพนมรุ้งนี้ตั้งในอุทยานประวัติศาสตร์พนมรุ้ง อยู่ที่บ้านตาเป็ก อำเภอเฉลิมพระเกียรติ ห่างจากตัวเมืองบุรีรัมย์ลงมาทางทิศใต้ประมาณ 77 กิโลเมตร เดินทางโดยใช้เส้นทางหลวงแผ่นดินหมายเลข 218 สายบุรีรัมย์ - นางรอง เป็นระยะทางประมาณ 50 กิโลเมตร จากนั้นให้เลี้ยวซ้ายไปตามทางหลวงแผ่นดินหมายเลข 24 สายสีคิ้ว - อุบลราชธานี ไปจนถึงหมู่บ้านตะโก ประมาณ 14 กิโลเมตร แล้วจึงเลี้ยวขวาเข้าทางหลวงหมายเลข 2117 ผ่านบ้านตาเป๊ก อำเภอเฉลิมพระเกียรติอีกประมาณ 12 กิโลเมตร ก็จะถึงอุทยานประวัติศาสตร์พนมรุ้ง อีกเส้นทางหนึ่งให้เดินทางโดยใช้เส้นทางหลวงแผ่นดินหมายเลข 219 สายบุรีรัมย์ - ประโคนชัย เป็นระยะทางประมาณ 44 กิโลเมตร ถึงตัวอำเภอประโคนชัย จะเห็นทางแยกที่จะไปอุทยานประวัติศาสตร์พนมรุ้ง ซึ่งใช้เวลาเดินทางอีกประมาณ 21 กิโลเมตร โดยใช้ทางหลวงหมายเลข 2075 และเลี้ยวขวาเข้าทางหลวงหมายเลข 2117 ก็จะถึงที่หมาย ถ้าหากไม่ได้นำรถยนต์มาเองก็ให้ใช้บริการรถโดยสารจากขนส่งบุรีรัมย์ ก็ให้ขึ้นรถโดยสารสายบุรีรัมย์ - จันทบุรี พอถึงที่หมู่บ้านตะโก แล้วจึงลงจากรถ จากนั้นจะมีรถสองแถววิ่งไปอุทยานประวัติศาสตร์พนมรุ้ง ปราสาทหินพนมรุ้งนี้ตั้งอยู่บนยอดภูเขาไฟที่ดับสนิดแล้ว สูงประมาณ 200 เมตรจากพื้นราบ หรือประมาณ 350 เมตรจากทะเลระดับปานกลาง “พนมรุ้ง” นั้นมาจากภาษาเขมรคำว่า “วนํรุง” แปลว่า “ภูเขาใหญ่” จากหลักฐานที่ค้นพบทำให้ทราบว่าตัวปราสาทหินพนมรุ้งนั้นได้มีการบูรณะก่อสร้างอย่างต่อเนื่องหลายสมัยด้วยกัน เริ่มตั้งแต่พุทธศตวรรษที่ 15 ถึงพุทธศตวรรษที่ 17 – 18 ซึ่งแต่ก่อนนั้นปราสาทหินพนมรุ้งนั้นเป็นเทวสถานในศาสนาฮินดู ลัทธิไศวนิกาย จากจารึกต่างๆ ที่พบพอจะสรุปได้ว่าปราสาทหินพนมรุ้งนั้นได้รับการสถาปนาเทวาลัยถวายพระอิศวรโดย พระเจ้าราเชนทรวรมันที่ 3 กษัตริย์แห่งเมืองพระนครประมาณ พ.ศ. 1487-1511 แต่การสร้างในยุคเริ่มแรกนั้นยังไม่ได้เป็นปราสาทใหญ่โตอย่างเช่นปัจจุบัน ครั้งพอถึงสมัยพระเจ้าชัยวรมันที่ 5 ราวปี พ.ศ. 1511 - 1544 พระเจ้าชัยวรมันที่ 5 ได้ทรงอุทิศที่ดินและข้าทาสบริวารแด่เทวสถานพนมรุ้ง ล่วงถึงพุทธศตวรรษที่ 17 นเรนทราทิตย์ เจ้านายแห่งราชวงศ์มหิทรปุระซึ่งเป็นพระญาติกับพระเจ้าสุริยวรมันที่ 2 ผู้สร้างนครวัด พระองค์ปกครองดินแดนแถบนี้ ได้บูรณะและก่อสร้างปราสาทแห่งนี้ให้ใหญ่โตขึ้น เพื่อถวายแด่องค์พระศิวะเทพเจ้าสูงสุดในศาสนาฮินดู ลัทธิไศวนิกาย จึงเปรียบเสมือนเขาไกรราสอันเป็นที่ประทับของพระศิวะ และเป็นศูนย์กลางของจักวาล นอกจากนเรนทราทิตย์จะสร้างเป็นเทวสถานเพื่อถวายแก่องค์พระศิวะแล้วพระองค์ยังได้ใช้ปราสสาทหินพนมรุ้งนี้เป็นที่บำเพ็ญพรตเป็นโยคี ทว่าเมื่อพระเข้าชัยวรมันที่ 7 แห่งอาณาจักรขอมได้หันมานับถือพุทธศาสนาลักธิมหายาน ก็ได้ปรับปรุงดัดแปลงให้สถานที่ท่องเที่ยวปราสาทหินพนมรุ้งเป็นศาสนสถานในพุทธศาสนา โดยแต่เดิมนั้นปราสาทหินพนมรุ้งสร้างขึ้นจากหินทรายสีชมพู

ความมหัศจรรย์ของสถานที่ท่องเที่ยวปราสาทหินพนมรุ้งนี้คือแสงอาทิตย์ที่ขึ้นจะตกนั้นจะตรงกันทั้งประตู 15 บานของปราสาทพร้อมๆ กัน ซึ่งปรากฏการณ์เช่นนี้จะเกิดขึ้นปีละ 4 ครั้งแต่ละครั้งจะมีระยะเวลาดังนี้

                ครั้งที่ 1 ดวงอาทิตย์ตกในวันที่ 5 – 7 มีนาคม เวลา 18.15 – 18.22 น.

                ครั้งที่ 2 ดวงอาทิตย์ขึ้นในวันที่ 2 – 4 เมษายน เวลา 06.05 – 06.12 น.

                ครั้งที่ 3 ดวงอาทิตย์ขึ้นในวันที่ 8 – 10 กันยายน เวลา 05.56 – 06.05 น.

                ครั้งที่ 4 ดวงอาทิตย์ตกในวันที่ 5 – 7 ตุลาคม เวลา 17.50 – 17.57 น.

ซึ่งเป็นเช่นนี้ทำให้เห็นถึงภูมิปัญญาและอัจฉริยภาพในการผสมผสานเทวศาสตร์ และดาราศาสตร์ในด้านสถาปัตยกรรม ของของโบราณได้เป็นอย่างดี

***ภาพจาก http://learners.in.th/blog/khuanroen/294995
 
เรียบเรียงโดย “แหล่งท่องเที่ยว 2012”

วันพุธที่ 18 เมษายน พ.ศ. 2555

ปรางค์กู่ ชัยภูมิ

ปรางค์กู่ ชัยภูมิ


จังหวัดชัยภูมิเป็นเมืองเก่าแก่เมืองหนึ่ง ที่มีศาสนสถานที่ควรจะไปเคารพสักการะมากมายหนึ่งในนั้นคือ สถานที่ท่องเที่ยว “ปรางค์กู่” ปรางค์ที่อยู่ในตัวเมืองปรางค์กู่ อยู่ที่บ้านหนองบัว ตำบลในเมือง เขตอำเภอเมือง อยู่ห่างจากตัวจังหวัดประมาณ ๓ กิโลเมตร ศาสนสถานนี้เป็นอโรคยาศาล สร้างขึ้นสมัยพระเจ้าชัยวรมันที่ 7 ระหว่าง พ.ศ. 1724 - 1763 ราวพุทธศตวรรษที่ 18 ซึ่งปัจจุบันนี้ ปรางค์กู่เป็นโบราณสถานที่สำคัญ และมีสภาพสมบูรณ์ที่สุดแห่งหนึ่งในจังหวัดชัยภูมิ มีแผนผังและลักษณะเช่นเดียวกับปราสาทที่เป็นอโรคยาศาล ซึ่งมักจะชอบสร้างในสมัยพระเจ้าชัยวรมันที่ 7 ตัวปรางค์มีปรางค์ประธานอยู่ตรงกลาง 1 องค์ มีวิหารหรือบรรณาลัยด้านหน้า 1 หลัง ล้อมรอบด้วยกำแพงซึ่งมีโคปุระเฉพาะด้านหน้าทั้งหมด ก่อด้วยศิลาแลงยกเว้นกรอบประตูหน้าต่าง ทับหลัง เสาประดับเป็นหินทราย หันหน้าไปทางทิศตะวันออก นอกกำแพงตรงมุมทิศตะวันออกเฉียงเหนือมีสระน้ำ 1 สระ ยังคงสภาพสมบูรณ์ดีมาก โดยเฉพาะปรางค์ประธานซึ่งมีผังเป็นรูปสี่เหลี่ยมจัตุรัสขนาด 5 เมตร ย่อมุมไม้สิบสอง ด้านหน้ามีประตูเข้าออกทำเป็นมุขยื่นออกมา ผนังปรางค์อีก 3 ด้านเป็นประตูหลอก เหนือประตูหลอกด้านทิศเหนือยังคงมีทับหลังติดอยู่ จำหลักภาพตรงกลางเป็นพระพุทธรูปประทับนั่งปางสมาธิเหนือหน้ากาล ซึ่งจับท่อนพวงมาลัยไว้ด้วยมือทั้งสองข้าง ด้านข้างทางซ้ายและขวาจำหลักรูปพระโพธิสัตว์อวโลกิเตศวร 4 กร กับรูปนางปรัชญาปารมิตา ด้านหน้ามีทับหลังเช่นกัน สันนิษฐานว่าสลักเป็นภาพเดียวกัน แต่ปัจจุบันลบเลือนมาก ที่ช่องประตูหลอกด้านทิศเหนือยังมีพระพุทธรูปศิลาปางสมาธิ ศิลปะแบบทวาราวดี ขนาดสูง 1.75 เมตร หน้าตักกว้าง 7.5 เมตร ประดิษฐานอยู่ 1 องค์ ซึ่งเป็นของที่เคลื่อนย้ายมาจากที่อื่น นอกจากนี้ยังพบทับหลังและองค์ประกอบสถาปัตยกรรมอื่นๆ อีก

การเดินทางไปท่องเที่ยวปรางค์กู่จากจังหวัดชัยภูมิมาตามทางหลวงหมายเลข 202 ประมาณ 1 กิโลเมตร จะมีทางแยกเลี้ยวขวาเข้าปรางค์กู่เป็นระยะทาง 2 กิโลเมตร

***ภาพจาก http://www.unseentourthailand.com

วันเสาร์ที่ 14 เมษายน พ.ศ. 2555

จังหวัดสุรินทร์

จังหวัดสุรินทร์


จังหวัดสุรินทร์นั้นมีประวัติศาสตร์ยาวนานมาเกือบ 2,000 ปีแล้ว ซึ่งดูได้จากหลักฐานการค้นพบว่ามีการตั้งชุมชนของมนุษย์ก่อนประวัติศาสตร์ คือยุคโลหะตอนปลาย ซึ่งดูได้จากการที่พบเครื่องมือเครื่องใช้ที่ใช้เหล็กเป็นส่วนประกอบ จากสภาพภูมิศาสตร์ของจังหวัดสุรินทร์ซึ่งอยู่ติดกับอาณาจักรของโบราณ จึงทำให้จังหวัดสุรินทร์นั้นได้รับวัฒนธรรมของขอมมาโดยตลอด ตั้งแต่ศตวรรษที่ 12 เป็นต้นมา แต่หลังจากที่ขอมเสื่อมอำนาจลง ก็ไม่ปรากฏหลักฐานของชุมชนในดินแดนนี้อีกเลย ล่วงมาถึงยุคกรุงศรีอยุธยาตอนปลาย พ.ศ. 2260 จึงปรากฏหลักฐานอยู่ในพงศาวดารอีสานอีกครั้งหนึ่ง โดยชาวพื้นเมืองกลุ่มหนึ่งที่รู้จักกันทั่วไปว่า “ส่วย” หรือ “กูย” ซึ่งชาวพื้นเมืองกลุ่มนี้อยู่อาศัยในแถบเมืองอัตปือแสนแป แคว้นจำปาศักดิ์ ซึ่งขนาดนั้นเป็นของดินแดนไทย ชาวส่วยหรือกูยนี้เป็นผู้ที่มีความชำนาญด้านการจับช้างป่ามาเลี้ยงไว้ใช้งาน พากันอพยพข้ามแม่น้ำโขงสู่ฝั่งขวา เมื่อมาถึงแล้วต่างก็แยกย้ายไปตั้งชุมชนที่เมืองลีง อำเภอจอมพระ บ้านโคกลำดวน อำเภอขุขันธ์ จังหวัดศรีสะเกษ บ้านอัจจะปะนึ่ง อำเภอสังขะ และบ้านกุดปะไท อำเภอศีขรภูมิ ล่วงจนถึงปี พ.ศ. 2303 ได้มีหัวหน้าชาวกูยสามารถจับช้างเผือกที่แตกโรงมาคือให้แก่ราชสำนัก และต่อมาก็ได้ส่งส่วยและของป่าให้กับราชสำนักอีกด้วย จนได้รับพระราชทานบรรดาศักดิ์และยกบ้านที่ปกครองขึ้นเป็นเมือง ในปี พ.ศ. 2306  หลวงสุรินทร์ภักดีหรือเชียงปุม หัวหน้าหมู่บ้านเมืองที ได้ขอให้เจ้าเมือง พิมายกราบบังคมทูลขอพระกรุณาโปรดเกล้าฯ จากพระเจ้าอยู่หัว พระที่นั่งสุริยามรินทร์ย้ายหมู่บ้านจากบ้านเมืองที มาตั้งอยู่ที่บริเวณบ้านคูประทาย ซึ่งเป็นที่ตั้งเมืองสุรินทร์ในปัจจุบัน เนื่องจากเห็นว่าเป็นบริเวณที่มีชัยภูมิเหมาะสม มีกำแพงค่ายคูล้อมรอบ 2 ชั้น มีน้ำอุดมสมบูรณ์เหมาะแก่การประกอบอาชีพและอยู่อาศัยต่อมาหลวงสุรินทร์ภักดี ได้กระทำความดีความชอบเป็นที่โปรดปรานของพระเจ้าอยู่หัวพระที่นั่งสุริยามรินทร์ จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯให้ยกบ้านคูประทายเป็นเมืองประทายสมันต์และเลื่อน บรรดาศักดิ์หลวงสุรินทร์ภักดีเป็นพระยาสุรินทร์ภักดีศรีณรงค์จางวางให้ เป็นเจ้าเมืองปกครอง ในปี พ.ศ. 2329 พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช ได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้เปลี่ยนชื่อเมืองประทายสมันต์เป็น เมืองสุรินทร์ ตามสร้อยบรรดาศักดิ์เจ้าเมือง

จังหวัดสุรินทร์นอกจากจะมีประวัติศาสตร์ความเป็นมายาวนานแล้ว ยังมีสิ่งที่น่าสนใจหลายอย่าง ที่ขึ้นชื่ออย่างมากก็คือช้าง ซึ่งอย่างที่ทราบกันแล้วว่าบรรพบุราของชาวจังหวัดสุรินทร์นั้นถนัดในเรื่องการจับช้างป่ามาใช้งาน นอกเหนือจากนั้นก็จะเป็นการทอผ้าไหมที่ได้รับความนิยมไปถึงต่างชาติ และด้วยเหตุที่เคยตกอยู่ภายใต้อาณาจักรขอมโบราณมาก่อน จังหวัดสุรินทร์จึงเต็มไปด้วยโบราณสถานประเภทปราสาทมากมายสมดัวคำขวัญที่ว่า “สุรินทร์ ถิ่นช้างใหญ่ ผ้าไหมงาม ประคำสวย ร่ำรวยปราสาท ผักกาดหวาน ข้าวสารหอม งามพร้อมวัฒนธรรม”
***ขอขอบคุณภาพจาก http://pop19-pop.blogspot.com/2011/09/blog-post_7655.html

วันจันทร์ที่ 9 เมษายน พ.ศ. 2555

อุทยานแห่งชาติอ่าวพังงา

อุทยานแห่งชาติอ่าวพังงา


แหล่งท่องเที่ยวจังหวัดพังงานั้นเป็นจังหวัดที่น่าท่องเที่ยวอีกจังหวัดหนึ่งในภาคใต้ โดยเฉพาะที่ “อุทยานแห่งชาติอ่าวพังงา” นั้นเป็นทะเลที่สวยงามและมีความสงบร่มเย็น สีทะเลออกสีเขียวมรกตสวยงามในแบบของทะเลอันดามัน อุทยานแห่งชาติอ่าวพังงานนี้คลอบคลุมพื้นที่ซึ่งเป็นป่าชายเลนที่อุดมสมบูรณ์และใหญ่แห่งหนึ่งของประเทศ โดยนับตั้งแต่เขตอำเภอเมืองจังหวัดพังงา เลียบตามชายฝัง ไปจนถึงอำเภอตะกั่วทุ่ง ซึ่งคิดเป็นปริมาณถึง 80 เปอร์เซ็นของพื้นที่ ที่ประกอบไปด้วย เกาะน้อยใหญ่ มากถึง 42 เกาะ ทั้งนี้ตามเส้นทางที่มุ่งสู่เกาะปันหยีนั้นสามารถพบเห็นภาพเขียนซึ่งมีอายุอยู่ในยุคก่อนประวัติศาสตร์หรือมีอายุไม่ต่ำกว่า 3,000 ปีมาแล้วเป็นจำนวนหลายภาพ ในอุทยานแห่งชาติอ่าวพังงานี้มีสถานที่ท่องเที่ยวมากมายที่ขึ้นชื่อเช่น เขาตะปู เขาพิงกัน เป็นสถานที่ท่องเที่ยวติดอันดับโลก จากการที่กองถ่ายทำภาพยนตร์เรื่องเจมส์บอนด์มาถ่ายทำในปี 2517 ในตอนที่ชื่อว่าเพชฌฆาตปืนทอง 

เกาะตะปู เป็นเขาหินปูนมีอายุประมาณ 250 ล้านปี เนื่องจากเป็นเขาหินปูนทำให้ละลายน้ำได้ง่าย เกาะตะปูจึงมีรูปร่างอย่างที่เห็นในปัจจุบัน ไม่แต่เพียงเกาะตะปูเท่านั้นที่มีรูปร่างแปลกอย่างที่เห็น เกาะต่างๆ ในจังหวัดพังงานก็มีสภาพไม่ต่างกัน นั้นก็เพราะเกาะเหล่านั้นมีลักษณะเป็นเขาหินปูน เขาพิงกันก็เช่นกัน แต่เดิมเกาะตะปูและเขาพิงกันได้เชื่อมต่ออยู่บนพื้นเดียวกัน แต่เนื่องจากเกิดการเคลื่อนตัวของผิวโลก ทำให้เกิดรอยเลื่อนขนาดใหญ่เป็นแนวพาดผ่านอ่าวพังงาจึงทำให้เกาะตะปู และเขาพิงกันแยกห่างออกจากกันดังเช่นปัจจุบัน รอยเลื่อนนี้เรียกว่ารอยเลื่อนคลองมะลุ่ย

ถ้ำลอด นั้นก็เป็นอีกแห่งหนึ่งที่นักท่องเที่ยวชื่นชอบเป็นอย่างมาก ถ้ำมีขนาดใหญ่ ความยาวประมาณ 50 เมตร เรือสามารถลอดผ่านได้ ภายในถ้ำมีหินงอกหินย้อยยื่นออกมาให้ชมอย่างสวยงาม และระหว่างการเดินทางไปยังถ้ำลอดนั้น นักท่องเที่ยวจะผ่านป่าชายเลน ที่นับว่ามีความอุดมสมบูรณ์ผืนหนึ่งของประเทศไทย

เกาะห้อง มีลักษณะเป็นเขาหินปูนเหมือนเช่นกันเกาะที่มีอยู่ทั่วไปในจังหวัดพังงา ในเกาะห้องนั้นมีหินงอกหินย้อยอยู่เต็มไปหมดแลดูมีความสวยงามตามธรรมชาติ และเป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัว ลักษณะของเกาะนั้นคล้ายห้องหลายๆ ห้องเรียงต่อกันเป็นแถว ภายในบริเวณเต็มไปด้วยพันธุ์พืช และสัตว์ป่าชนิดต่างๆ จำนวนมากนักท่องเที่ยวสามารถเข้าไปชมความงามบนเกาะได้ โดยการจอดเรือที่หน้าเกาะ และใช้เรือแคนูพายเข้าไปชมภายในถ้ำต่างๆ ที่อยู่ในเกาะ
***ภาพประกอบจาก http://www.siamfreestyle.com
http://mail.hu.ac.th
http://www.oknation.net/blog/maruko